Frontal Fibrosing Alopecia (FFA) คืออะไร?

บทความ โดย นพ.ปิยะวัฒน์ ภูมิสุวรรณ

โรคผมร่วงแนวไรผมที่อาจทำให้รูขุมขนถูกทำลายถาวร 

หลายคนเริ่มสังเกตว่าหน้าผากดูกว้างขึ้น ไรผมด้านหน้าถอย คิ้วบางลง หรือมีอาการแสบคันบริเวณไรผม โดยคิดว่าเป็น “ผมบางทั่วไป” หรือ “อายุเพิ่มขึ้น” แต่ในบางคน อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของโรคที่เรียกว่า Frontal Fibrosing Alopecia (FFA) ซึ่งเป็นโรคผมร่วงชนิดแผลเป็น (Scarring Alopecia) ที่กำลังพบมากขึ้นทั่วโลก 

สิ่งสำคัญคือ หากวินิจฉัยช้า โรคนี้อาจทำให้รูขุมขนถูกทำลายอย่างถาวร และเส้นผมไม่สามารถกลับขึ้นมาใหม่ได้อีก 

 

Frontal Fibrosing Alopecia (FFA) คืออะไร? 

Frontal Fibrosing Alopecia หรือ FFA เป็นโรคผมร่วงชนิดหนึ่งในกลุ่ม Primary Cicatricial Alopecia หรือ “Scarring Alopecia” ซึ่งเกิดจากการอักเสบของระบบภูมิคุ้มกันที่เข้าไปทำลายบริเวณสำคัญของรูขุมขน โดยเฉพาะบริเวณที่เรียกว่า “hair follicle bulge” ซึ่งเป็นตำแหน่งของ hair follicle stem cell 

เมื่อ stem cell ของรูขุมขนถูกทำลาย ร่างกายจะไม่สามารถสร้างเส้นผมใหม่ได้ตามปกติ ส่งผลให้เกิดการสูญเสียรูขุมขนแบบถาวร (Irreversible follicle destruction) 

FFA ถูกอธิบายครั้งแรกในปี 1994 และเดิมพบมากในผู้หญิงวัยหลังหมดประจำเดือน แต่ปัจจุบันพบได้ใน: 

  • ผู้หญิงวัยก่อนหมดประจำเดือน 
  • ผู้ชาย 
  • คนอายุน้อยมากขึ้น 

หลายงานวิจัยรายงานว่าอุบัติการณ์ของโรคนี้เพิ่มขึ้นทั่วโลกในช่วง 10–15 ปีที่ผ่านมา 

 

FFA เป็น Scarring Alopecia แบบไหน? 

Scarring alopecia คือกลุ่มโรคผมร่วงที่มี “การอักเสบทำลายรูขุมขน” 

ต่างจากผมบางทั่วไปที่รูขุมขนยังอยู่ แต่เส้นผมเล็กลง 

ใน FFA จะเกิด: 

  • การอักเสบรอบรูขุมขน 
  • perifollicular fibrosis 
  • การสูญเสีย sebaceous gland 
  • การแทนที่รูขุมขนด้วยพังผืด 

เมื่อเข้าสู่ระยะท้าย รูเปิดของรูขุมขนอาจหายไป และผิวบริเวณนั้นจะดูเรียบ มัน และไม่มีเส้นผมขึ้นอีก 

โรคนี้มักเริ่มที่: 

  • ไรผมด้านหน้า 
  • ขมับ 
  • แนวผมด้านข้าง 

และอาจมี: 

  • คิ้วร่วงร่วมด้วย 
  • ขนแขนขาและขนตามลำตัวลดลง 
  • facial papules 
  • อาการแสบ คัน หรือเจ็บหนังศีรษะ 

 

FFA ต่างจาก “ผมบางทั่วไป” อย่างไร? 

หลายคนเข้าใจผิดว่า FFA คือ female pattern hair loss หรือ androgenetic alopecia แต่จริง ๆ แล้วเป็นคนละโรค 

ลักษณะ 

FFA 

ผมบางทั่วไป 

สาเหตุหลัก 

ภูมิคุ้มกันอักเสบทำลายรูขุมขน 

รูขุมขนเล็กลงจากฮอร์โมน 

การสูญเสียรูขุมขน 

ถาวร 

ไม่ถาวรในระยะแรก 

แนวผมด้านหน้า 

ถอยแบบเป็นแถบ 

มักบางกลางศีรษะ 

คิ้วร่วง 

พบบ่อย 

ไม่เด่น 

อาการแสบคัน 

พบได้ 

มักไม่มี 

Perifollicular erythema 

พบบ่อย 

ไม่เด่น 

การเกิด fibrosis 

มี 

ไม่มี 

ปลูกผม 

อาจล้มเหลวถ้ายัง active 

มักได้ผลดีกว่า 

ในบางราย FFA อาจเกิดร่วมกับ androgenetic alopecia ทำให้วินิจฉัยยากขึ้น 

 

ทำไม “ปลูกผม” อาจล้มเหลว ถ้าไม่วินิจฉัย FFA ก่อน? 

หนึ่งในปัญหาที่สำคัญของ FFA คือ บางคนเข้ารับการปลูกผมโดยที่ยังมีการอักเสบของโรคอยู่ 

หากโรคยัง active: 

  • ระบบภูมิคุ้มกันอาจทำลาย graft ที่ปลูกใหม่ 
  • เกิด fibrosis รอบ follicle ใหม่ 
  • เส้นผมที่ปลูกอาจไม่ขึ้น หรือค่อย ๆ หายไป 
  • แนวไรผมยังถอยต่อเนื่อง 

ในบางราย FFA อาจถูกกระตุ้นหลังการผ่าตัดหรือ hair transplantation ได้เช่นกัน 

ดังนั้น ก่อนปลูกผม โดยเฉพาะในคนที่มี: 

  • ไรผมถอยผิดปกติ 
  • คิ้วบางร่วมด้วย 
  • หนังศีรษะแสบคัน 
  • มี perifollicular redness 

ควรได้รับการประเมินว่าเป็น scarring alopecia หรือไม่ก่อนเสมอ 

 

โรค FFA มีการดำเนินโรคอย่างไร? 

FFA มักเป็นโรคที่ค่อย ๆ ดำเนินอย่างช้า ๆ แต่ต่อเนื่อง 

ผู้ป่วยจำนวนมากเริ่มจาก: 

  • คิ้วบาง 
  • ไรผมด้านหน้าถอยเล็กน้อย 
  • แสบหนังศีรษะ 

แล้วค่อย ๆ ลุกลามเป็น: 

  • frontal hairline recession 
  • temporal recession 
  • diffuse involvement 
  • body hair loss 

ในบางราย โรคอาจสงบเองหลังหลายปี แต่ในบางรายอาจลุกลามต่อเนื่อง 

ความท้าทายสำคัญคือ: “การอักเสบระดับ microscopic อาจเกิดขึ้นก่อนเห็นผมร่วงชัดเจน” 

ดังนั้น แม้ภายนอกดูเหมือนโรคสงบ แต่ยังอาจมี inflammatory activity ซ่อนอยู่ 

 

Irreversible Follicle Destruction คืออะไร? 

จุดสำคัญที่สุดของ FFA คือการทำลาย “hair follicle stem cell” 

บริเวณนี้เรียกว่า: 

Hair follicle bulge 

ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดเส้นผมใหม่ 

เมื่อ immune system เข้าไปทำลาย stem cell: 

  • follicle regenerative capacity จะหายไป 
  • ร่างกายไม่สามารถสร้าง follicle ใหม่ได้ 
  • เกิด fibrosis แทนที่ 

นี่คือเหตุผลว่าทำไม FFA จึงแตกต่างจากผมบางทั่วไป และทำไมการวินิจฉัยเร็วมีความสำคัญมาก 

 

ปัจจุบันเชื่อว่าอะไรเป็นสาเหตุของ FFA? 

จนถึงปัจจุบัน สาเหตุที่แท้จริงของ FFA ยังไม่ชัดเจน แต่มีหลายสมมติฐาน ได้แก่ 

  1. Autoimmune mechanism

ระบบภูมิคุ้มกันอาจโจมตี hair follicle stem cell 

  1. Hormonal factors

โรคพบมากในผู้หญิงวัยหลังหมดประจำเดือน และอาจเกี่ยวข้องกับ androgen metabolism 

  1. Genetic predisposition

มีรายงาน familial FFA หลายกรณี 

  1. Environmental triggers

มีการศึกษาเกี่ยวกับ: 

  • sunscreen 
  • cosmetic products 
  • topical allergens 
  • environmental toxins 

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์เหล่านี้ยังเป็นประเด็นถกเถียง และยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน 

 

อาการอะไรที่ควรสงสัยว่าอาจเป็น FFA? 

ควรสงสัย FFA หากมี: 

  • ไรผมด้านหน้าถอยแบบผิดปกติ 
  • หน้าผากดูกว้างขึ้นเรื่อย ๆ 
  • คิ้วบางหรือคิ้วหาย 
  • ผมร่วงร่วมกับแสบหรือคัน 
  • ผิวบริเวณไรผมดูเรียบ ไม่มีรูขุมขน 
  • มี perifollicular redness หรือ scaling 

 

การวินิจฉัย FFA ทำอย่างไร? 

การวินิจฉัยมักอาศัย: 

  • ประวัติ 
  • การตรวจร่างกาย 
  • trichoscopy 
  • scalp biopsy ในบางราย 

Trichoscopy มีบทบาทสำคัญมาก เพราะสามารถเห็น: 

  • perifollicular erythema 
  • perifollicular scaling 
  • absence of follicular opening 
  • lonely hair sign 

ซึ่งช่วยแยก FFA ออกจากผมบางทั่วไปได้ 

 

สรุป 

Frontal Fibrosing Alopecia (FFA) เป็นโรคผมร่วงชนิดแผลเป็นที่เกิดจากการอักเสบทำลายรูขุมขน โดยเฉพาะบริเวณ stem cell ของ hair follicle 

จุดสำคัญของโรคนี้คือ: 

  • อาจเริ่มจากคิ้วร่วงหรือไรผมถอยเพียงเล็กน้อย 
  • มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นผมบางทั่วไป 
  • หากปล่อยไว้อาจเกิด irreversible follicle destruction 
  • การวินิจฉัยเร็วมีความสำคัญมาก 

ปัจจุบัน FFA ถือเป็นหนึ่งใน scarring alopecia ที่พบมากขึ้นทั่วโลก และยังเป็นหัวข้อที่วงการแพทย์กำลังศึกษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านภูมิคุ้มกัน พันธุกรรม ฮอร์โมน และปัจจัยสิ่งแวดล้อม 

 

 

References 

  1. Kossard S. Postmenopausal frontal fibrosing alopecia: scarring alopecia in a pattern distribution. Arch Dermatol. 1994;130:770–774. 
  1. Alenezi S, Ezzat RZ, Miteva M. Frontal fibrosing alopecia part I – Diagnosis and clinical presentation. J Am Acad Dermatol. 2026;94:1059–1072. 
  1. Ezzat RZ, Alenezi S, Miteva M. Frontal fibrosing alopecia part II: Etiopathogenesis and management. J Am Acad Dermatol. 2026;94:1075–1085. 
  1. Tziotzios C, Stefanato CM, Fenton DA, Simpson MA, McGrath JA. Frontal fibrosing alopecia: reflections and hypotheses on aetiology and pathogenesis. Exp Dermatol. 2016;25:847–852. 
  1. Porriño-Bustamante ML, Fernández-Pugnaire MA, Arias-Santiago S. Frontal Fibrosing Alopecia: A Review. J Clin Med. 2021;10:1805. 
  1. Kępińska K, Jałowska M, Bowszyc-Dmochowska M. Frontal Fibrosing Alopecia – a review and a practical guide for clinicians. Ann Agric Environ Med. 2022;29(2):169–184. 
  1. Photiou L, Nixon RL, Tam M, Green J, Yip L. An update of the pathogenesis of frontal fibrosing alopecia: What does the current evidence tell us? Australas J Dermatol. 2019;60:99–104. 
  1. Doche I, Wilcox GL, Ericson M, Valente NS, Romiti R, McAdams BD, Hordinsky MK. Evidence for neurogenic inflammation in lichen planopilaris and frontal fibrosing alopecia pathogenic mechanism. Exp Dermatol. 2020;29:282–285. 
  1. MacDonald A, Clark C, Holmes S. Frontal fibrosing alopecia: A review of 60 cases. J Am Acad Dermatol. 2012;67:955–961. 
  1. Navarro-Belmonte MR, Navarro-Lopez V, Ramírez-Bosca A, Martínez-Andres MA, Molina-Gil C, Gonzalez-Nebreda M, Asín-Llorca M. Case series of familial frontal fibrosing alopecia and a review of the literature. J Cosmet Dermatol. 2015;14:64–69. 
Scroll to Top
Secured By miniOrange