Uncategorized

Melasma laser
Uncategorized

Why Q-switched Nd:YAG Laser Is Ideal for Treating Deep Melasma?

Q-switched Nd:YAG ทำไมจึงเหมาะกับฝ้าแบบลึก? เข้าใจ “ฝ้าแบบลึก” ก่อนเลือกวิธีรักษา ฝ้าเป็นปัญหาผิวที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้หญิงอายุมากกว่า 30 ปี แม้หลายคนจะเคยใช้ครีมหรือเลเซอร์บางชนิดแล้วไม่ได้ผล อาจเป็นเพราะ “ระดับความลึกของฝ้า” ที่ซ่อนอยู่ในชั้นผิวหนังแท้ (dermis) ไม่สามารถตอบสนองต่อการรักษาพื้นผิวทั่วไปได้ ฝ้าที่อยู่ลึกนี้เรียกว่า “ฝ้าแบบลึก” (dermal melasma) ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีเฉพาะที่สามารถลงลึกได้อย่างปลอดภัย หนึ่งในเครื่องมือที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางคือ Q-switched Nd:YAG laser พลังของเลเซอร์ 1064 nm: เจาะลึกโดยไม่ทำร้ายผิว Q-switched Nd:YAG เป็นเลเซอร์ที่ปล่อยพลังงานแสงความยาวคลื่น 1064 นาโนเมตร ซึ่งมีคุณสมบัติสำคัญคือ: สามารถลงลึกถึงชั้นหนังแท้ ที่เม็ดสีฝ้าสะสมอยู่ ไม่ทำลายผิวชั้นนอก ต่างจากเลเซอร์ที่มีความยาวคลื่นสั้นกว่า ซึ่งมักทำให้เกิดการระคายเคืองหรือผลข้างเคียงได้ง่าย ปล่อยพลังงานในระดับ นาโนวินาที (nanosecond) ทำให้สามารถ “แตกเม็ดสี” ให้เล็กลงโดยไม่เผาผิว นอกจากนี้ เครื่องรุ่นใหม่ยังมีโหมด Laser Toning ซึ่งใช้พลังงานต่ำยิงทั่วใบหน้า เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิวชั้นบน ช่วยให้ผิวเนียนเรียบ รูขุมขนกระชับ และผิวดูกระจ่างใสขึ้น […]

Uncategorized

Mechanisms of Hair Stimulation Using Fractional Laser for Androgenetic Alopecia(TH)

กลไกการกระตุ้นเส้นผมด้วย Fractional Laser สำหรับ Androgenetic Alopecia Androgenetic Alopecia (AGA) หรือภาวะผมบางจากพันธุกรรม เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยทั้งในผู้ชายและผู้หญิง มีสาเหตุมาจากฮอร์โมนแอนโดรเจนและความไวของรากผมต่อ DHT (dihydrotestosterone) ซึ่งส่งผลให้วงจรการเจริญเติบโตของเส้นผมสั้นลง และรากผมหดเล็กลงเรื่อย ๆ จนเกิดอาการผมบางอย่างเห็นได้ชัด ในช่วงหลังมานี้ เทคโนโลยีเลเซอร์ โดยเฉพาะ Fractional Laser ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในฐานะทางเลือกในการรักษา AGA โดยไม่ใช้ยา เนื่องจากพบว่าเลเซอร์สามารถกระตุ้นให้รากผมที่อ่อนแอฟื้นตัว และกระตุ้นให้เกิดการงอกใหม่ของเส้นผมได้อย่างมีประสิทธิภาพ Fractional Laser คืออะไร? Fractional Laser คือเลเซอร์ที่ปล่อยพลังงานลงไปใต้ผิวหนังเป็นจุดเล็ก ๆ แบบเป็นตาข่าย (fractionated beam) โดยเว้นผิวหนังปกติไว้ระหว่างจุดที่ได้รับพลังงาน ซึ่งจะทำให้เกิดแผลเล็ก ๆ ในระดับไมโครบริเวณที่ยิงเลเซอร์ ส่งผลให้เกิดกระบวนการซ่อมแซมผิวหนังโดยธรรมชาติ และกระตุ้นกระบวนการฟื้นฟูในระดับเซลล์ ประเภทของ Fractional Laser เลเซอร์ชนิด Fractional ที่ใช้ในการกระตุ้นเส้นผมมีหลายชนิด โดยแต่ละชนิดมีความรุนแรงและระดับประสิทธิภาพที่แตกต่างกัน เนื่องจากผู้ที่มีภาวะผมร่วง ผมบาง มักมีหนังศีรษะที่ไวต่อการกระตุ้น การเลือกใช้เลเซอร์ที่อ่อนโยนจึงเป็นสิ่งสำคัญ

Uncategorized

The Truth Revealed: Why Melasma Treatment Doesn’t Work for Everyone?

เปิดเผยความจริง: ทำไมการรักษาฝ้าถึงไม่ได้ผลสำหรับทุกคน? ฝ้าจางลงได้ แต่ยังไม่มีวิธีไหนที่การันตีว่าฝ้าจะหายไปทั้งหมด หลายคนพยายามรักษาฝ้าแต่กลับพบว่า ฝ้าจางลงช่วงหนึ่งแล้วกลับมาเข้มขึ้นอีก ไม่ว่าจะใช้ครีมราคาแพง เลเซอร์เทคโนโลยีสูง หรืออาหารเสริมก็ยังไม่สามารถกำจัดฝ้าให้หายไปได้อย่างถาวร ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาฝ้าที่สามารถรับประกันได้ว่าจะทำให้ฝ้าหายไปทั้งหมด แต่สามารถทำให้ฝ้าจางลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันไม่ให้กลับมาเข้มขึ้น หากดูแลผิวอย่างต่อเนื่องและเลือกวิธีที่เหมาะสม มาดูกันว่า ทำไมบางคนรักษาฝ้าได้ผลดี แต่บางคนไม่ได้ผล? และต้องทำอย่างไรให้ฝ้าจางลงและไม่กลับมาอีก? 1. ดูแลผิวอย่างต่อเนื่อง ป้องกันฝ้ากลับมา ฝ้าไม่สามารถหายขาดได้ในครั้งเดียว การดูแลผิวอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญที่สุด! ✔️ เลือกใช้ไวท์เทนนิ่งครีมที่มีส่วนผสมในการฟื้นฟูผิว ที่ช่วยให้เม็ดสีจางลงพร้อมกับเสริมความแข็งแรงของผิว✔️ ครีมกันแดดเป็นหัวใจสำคัญ เพราะรังสี UV เป็นตัวกระตุ้นให้ฝ้ากลับมาเข้มขึ้น✔️ เลือกผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ เพื่อความปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับคุณแม่ที่มีลูกเล็ก ครีมบางชนิดอาจมีสารเคมีตกค้างที่สามารถสัมผัสลูกได้ หากปล่อยปะละเลย ฝ้าจะกลับมาเข้มขึ้นเสมอ แม้จะรักษาจนจางแล้วก็ตาม 2. เลเซอร์ที่เหมาะสมและผ่านการรับรอง USFDA ช่วยให้ฝ้าจางลงเร็วขึ้น การใช้เลเซอร์เป็นวิธีที่ช่วยให้ฝ้าจางลงได้เร็วขึ้น แต่ไม่ใช่ทุกเครื่องเลเซอร์จะมีประสิทธิภาพในการรักษาฝ้า ควรเลือกเลเซอร์ที่มีเทคโนโลยีที่เหมาะสมและผ่านการรับรองจาก USFDA (องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา) เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ ✔️ เลเซอร์รุ่นใหม่ที่มี Toning Mode ไม่เพียงช่วยลดเม็ดสี แต่ยังช่วยกระตุ้นคอลลาเจน ทำให้ผิวเรียบเนียนและกระจ่างใส✔️ ลดรอยดำและช่วยให้สีผิวสม่ำเสมอ✔️ เครื่องที่ผ่านการรับรอง

Uncategorized

The Impact of PM2.5 on Skin Health and Pigmentation

งานวิจัยล่าสุดเน้นให้เห็นถึงผลกระทบที่เป็นอันตรายของฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ต่อผิวหนังของมนุษย์ PM2.5 ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของมลพิษทางอากาศ มีความเชื่อมโยงกับริ้วรอยแห่งวัย การเปลี่ยนแปลงของเม็ดสี และโรคผิวหนังที่เกิดจากการอักเสบ นักวิจัยได้ศึกษาบทบาทของ PM2.5 ในการเกิดภาวะผิวคล้ำผิดปกติและความเสียหายของผิวที่เกี่ยวข้องกับภาวะเครียดออกซิเดชัน PM2.5 กับภาวะผิวคล้ำผิดปกติ การศึกษาที่ใช้แบบจำลองผิวหนังมนุษย์แบบจำลองแสดงให้เห็นว่าการสัมผัส PM2.5 สามารถกระตุ้นการผลิตเมลานิน ส่งผลให้ผิวคล้ำขึ้น งานวิจัยพบว่า PM2.5 กระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสีทางอ้อมผ่านเส้นทางการส่งสัญญาณของเคราติโนไซต์ ทำให้เกิดการสังเคราะห์เมลานินเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ สารพิษเช่น เบนโซ[a]ไพรีน (BAP) ที่พบใน PM2.5 มีส่วนช่วยให้เกิดภาวะนี้โดยกระตุ้นความเครียดออกซิเดชันและกระบวนการอักเสบ กลไกของความเสียหายต่อผิวหนัง PM2.5 ก่อให้เกิดผลเสียต่อผิวหนังผ่านกลไกหลัก ได้แก่: ความเครียดออกซิเดชัน: กระตุ้นการสร้างอนุมูลอิสระ (ROS) ซึ่งนำไปสู่ความเสียหายของเซลล์และการอักเสบ การตอบสนองต่อการอักเสบ: กระตุ้นการปล่อยสารไซโตไคน์ที่ก่อให้เกิดการอักเสบ ทำให้อาการของโรคผิวหนังแย่ลง การกระตุ้นตัวรับอะริลไฮโดรคาร์บอน (AhR): PM2.5 มีสารโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) ที่สามารถจับกับ AhR ในเซลล์ผิวหนัง ส่งผลต่อการสร้างเมลานินและความแข็งแรงของเกราะป้องกันผิว ผลกระทบต่อสุขภาพและการป้องกัน การเข้าใจผลกระทบของ PM2.5 ต่อผิวหนังช่วยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการป้องกัน ได้แก่: การใช้สารต้านอนุมูลอิสระ: ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีวิตามิน

Uncategorized

Effects of PM 2.5 on the Skin and Benefits of Plant Extracts in Protecting and Restoring the Skin

ผลกระทบของ PM 2.5 ต่อผิวหนัง และ ประโยชน์ของสารสกัดจากพืชในการปกป้องและฟื้นฟูผิว ผลกระทบของ PM 2.5 ต่อผิวหนัง PM 2.5 (Particulate Matter ขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน) เป็นมลพิษทางอากาศที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพผิวหนังโดยตรง เนื่องจากอนุภาคขนาดเล็กสามารถแทรกซึมผ่านรูขุมขนเข้าสู่ผิวหนังได้ ก่อให้เกิดปัญหาดังนี้ กระตุ้นการอักเสบและระคายเคือง – อนุภาค PM 2.5 ทำให้เกิดการอักเสบของผิว กระตุ้นการหลั่งไซโตไคน์อักเสบ (inflammatory cytokines) ทำให้เกิดผื่นแพ้และอาการแดงของผิว เพิ่มการเกิดริ้วรอยก่อนวัย – PM 2.5 กระตุ้นอนุมูลอิสระ (oxidative stress) ซึ่งทำลายคอลลาเจนและอีลาสติน ส่งผลให้เกิดริ้วรอย ความหย่อนคล้อย และความหมองคล้ำ กระตุ้นการผลิตเม็ดสีผิดปกติ – อนุภาคขนาดเล็กสามารถกระตุ้นการผลิตเม็ดสีเมลานินผิดปกติ ทำให้เกิดฝ้า กระ และจุดด่างดำ ลดความสามารถของเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) – PM 2.5 ทำให้ชั้นไขมันที่ช่วยปกป้องผิวอ่อนแอลง ส่งผลให้ผิวแห้ง

Uncategorized

Basic Knowledge to Care Hair and Scalp

  เส้นผมและหนังศีรษะเป็นองค์ประกอบสำคัญของร่างกายที่ไม่เพียงแต่มีบทบาทด้านความสวยงาม แต่ยังสะท้อนถึงสุขภาพโดยรวมของเราได้ด้วย การทำความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับเส้นผมและหนังศีรษะจะช่วยให้เราดูแลเส้นผมได้อย่างเหมาะสม ลดปัญหาผมร่วง หนังศีรษะมัน หรือรังแคที่อาจเกิดขึ้นได้ โครงสร้างของเส้นผม เส้นผม(Hair shaft) ประกอบไปด้วย เคราติน (Keratin) ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดเดียวกับที่พบในเล็บและผิวหนัง เส้นผมแต่ละเส้นมีโครงสร้างหลัก 3 ชั้น ได้แก่ คิวติเคิล (Cuticle) – ชั้นนอกสุดของเส้นผม มีลักษณะเป็นเกล็ดซ้อนกัน ทำหน้าที่ปกป้องเนื้อในของเส้นผมจากความเสียหายจากสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น แสงแดด ความร้อน และสารเคมี โดยชั้นผิวนอกจะประกอบด้วยเกล็ดเล็ก ๆ ซ้อนทับกันเป็นแถวตามแนวยาวของเส้นผม หากเกล็ดเหล่านี้เปิดออกจะทำให้เส้นผมดูแห้งกร้าน ไม่เรียบลื่น คอร์เทกซ์ (Cortex) – ชั้นกลาง ประกอบด้วยเส้นใยโปรตีนเรียงตัวกันแบบอัดแน่น ทำหน้าที่ให้ความแข็งแรงและความยืดหยุ่นแก่เส้นผม และมีเม็ดสีเมลานินที่กำหนดสีของเส้นผม เมดุลลา (Medulla) – ชั้นในสุด  เป็นชั้นในสุดของเส้นผม มีลักษณะคล้ายท่อขนาดเล็กเรียงตัวกัน 3-4 ชั้น ซึ่งเกิดจากโปรตีนและไขมัน ส่วนมากจะพบในผมเส้นใหญ่ หรือผู้ที่มีสภาพผมแข็งแรง รากผม(Hair root) รากผม คือส่วนที่อยู่ใต้ผิวหนังศีรษะ

Uncategorized

ผมบางบริเวณขมับในผู้หญิง

English บทความโดย นพ.ปิยะวัฒน์ ภูมิสุวรรณ ลักษณะอาการ: ผมบางบริเวณขมับโดยไม่ถึงขั้นล้าน เผยให้เห็นหน้าผากมากขึ้นเมื่อเสยผมกลับไป เส้นผมค่อยๆ บางลงและเล็กลง เส้นผมมีระยะห่างระหว่างกันมากขึ้น แต่ไม่หลุดร่วงจนหมด อายุ: มักเกิดขึ้นตั้งแต่อายุ 35 ปีขึ้นไป ประวัติครอบครัว: ไม่จำเป็นต้องมีประวัติในครอบครัว แต่ในกรณีที่มีประวัติในครอบครัว มักจะมีอาการรุนแรงมากกว่า ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ: ผลตรวจเลือดมักปกติ และไม่มีปัญหาสุขภาพแอบแฝง สาเหตุ: เชื่อว่าผมบางประเภทนี้เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศหญิง โดยเฉพาะฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งแตกต่างจากผมบางจากกรรมพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเพศชาย (แอนโดรเจน) ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์: ฮอร์โมนเอสโตรเจนมีบทบาทในการเจริญเติบโตของเส้นผม ความหนาแน่นของเส้นผมลดลงเมื่ออายุมากขึ้น โดยความหนาแน่นของเส้นผมจะสูงสุดในช่วงอายุ 20–30 ปี และลดลงหลังจากนั้น เส้นผมจะเล็กลงเมื่อระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง จำนวนเส้นผมลดลงอย่างชัดเจนหลังอายุ 40 ปี

Uncategorized

สาเหตุของผมร่วงผมบางในผู้หญิง: ความจริงที่ควรรู้และวิธีรับมือ

บทความโดย นพ.ปิยะวํฒน์ ภูมิสุวรรณ English ผมร่วงและผมบางเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในผู้หญิงทุกวัยซึ่งอาจส่งผลต่อความมั่นใจและสุขภาพจิตใจของหลายคน สาเหตุของผมร่วงในผู้หญิงมีความซับซ้อนและหลากหลาย บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหา พร้อมแนะนำวิธีดูแลและป้องกันอย่างถูกต้อง สาเหตุหลักของผมร่วงผมบางในผู้หญิง ฮอร์โมนและพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น ในช่วงตั้งครรภ์ หลังคลอด หรือวัยหมดประจำเดือน อาจทำให้ผมร่วงมากกว่าปกติ พันธุกรรมสามารถมีผลต่อการเกิดภาวะผมบางแบบผู้หญิง (Female Pattern Hair Loss) ซึ่งมักเริ่มที่กลางศีรษะและกระจายออกด้านข้าง ความเครียดและปัญหาทางจิตใจ ความเครียดทางร่างกายหรือจิตใจสามารถทำให้ผมหลุดร่วงได้ เช่น ภาวะ Telogen Effluvium ที่เกิดจากความเครียดทำให้ผมเข้าสู่ระยะพักพร้อมกัน ปัญหาทางจิตใจ เช่น ภาวะวิตกกังวลหรือซึมเศร้า ก็ส่งผลต่อสุขภาพผมได้ โรคและปัญหาสุขภาพ โรคบางชนิด เช่น โรคไทรอยด์ โรคภูมิคุ้มกัน หรือโรคโลหิตจาง เป็นเหตุที่ทำให้ผมร่วงผมบางได้ การนอนไม่หลับ พักผ่อนน้อย ก็ส่งผลกระทบต่อผมร่วงผมบางเช่นกัน โภชนาการที่ไม่สมดุล การขาดสารอาหารที่จำเป็น เช่น ธาตุเหล็ก สังกะสี ไบโอติน และโปรตีน การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วหรือการทานอาหารที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ การใช้สารเคมีและความเสียหายจากการจัดแต่งผม การใช้สารเคมี เช่น การย้อมผม

Uncategorized

Piyawat Clinic Signature Hair Treatment

日本 บทความโดย นพ.ปิยะวัฒน์ ภูมิสุวรรณ “การรักษาที่เพิ่มทั้งเส้นผมและสมรรถภาพ” ใครเหมาะที่จะรักษา ผมร่วงผมบางจากพันธุกรรม(AGA: Androgenetic Alopecia) หลังจากปลูกผม(Hair transplantation) เพื่อดูแลทั้งเส้นผมเดิมและเส้นผมที่ปลูกใหม่โดยไม่ต้องกินยา ต้องการหยุดยาที่กินรักษาเส้มผม เช่น Finasterile ซึ่งมีผลข้างเคียง ผมร่วงหลังคลอด ผมร่วงหลังเจ็บป่วย ผมร่วงจากโรคประจำตัว คนที่มีปัญหาจากการรักษาเดิม รักษาอย่างไร Hair Laser: ไม่เจ็บและปลอดภัยด้วยเครื่องที่ผ่านการรับรองจากUSFDA Mesotherapy: ด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติ 100% Home-used lotion: ด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติ 99% Organic Shampoo: ปราศจากที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น ซัลเฟต น้ำหอม สารกันบูด ยาบำรุงผลิตจากธรรมชาติ100% Blood tonic: ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดสู่รากผม Tonic capsule: ใช้สำหรับผู้ที่มีปัญหาสมรรถภาพทางเพศเสื่อมจากผลข้างเคียงของยาที่เคยใช้มาก่อน Natural hair spray ลดการระคายเคืองสำหรับคนทำสีผม Hair microscope: เพื่อตรวจดูหนังศีรษะทุกครั้งที่รับการรักษา ผลการรักษา เห็นผมขึ้นใหม่ด้วยกล้องmicroscope ภายใน

Uncategorized

Factor of Melasma Treatment Failure

日本 English (Scroll down) บทความโดย นพ.ปิยะวัฒน์ ภูมิสุวรรณ ปัจจัยที่ทำให้การรักษาฝ้าล้มเหลว ข้อควรรู้ในการดูรักษาฝ้า ฝ้าเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยภายนอก เช่น การถูกแสงแดด และ ปัจจัยจากภายใน เช่น ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง เนื่องจากการรักษาฝ้าไม่ได้หยุดสาเหตุทั้งหมดของการเกิดฝ้า ดังนั้นจึงยังมีฝ้าขึ้นใหม่ได้ในระหว่างหรือหลังจากการรักษา ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาฝ้าให้หายขาดได้ การรักษาฝ้าจำเป็นต้องมีการรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ฝ้าค่อยๆจางลง ไม่ใช่การรักษาครั้งเดียวแล้วหาย การตอบสนองต่อการรักษาของแต่ละคนจะมีความแตกต่างกัน ขึ้นกับปัจจัยต่างๆเช่น กิจกรรมที่ต้องถูกแดด คุณภาพผิว ฮอร์โมน ความปลอดภัยในการรักษาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด การเลือกวิธีการรักษาจึงควรเป็นวิธีที่ปลอดภัยต่อสุขถาพผิว และสุขภาพร่างกาย  ปัจจัยที่ทำให้การรักษาฝ้าล้มเหลว การเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม ปัจจุบันการรักษาด้วยเลเซอร์เป็นการรักษาหลัก ร่วมกับการทำทรีตเมนต์ ประสิทธิภาพของเครื่องเลเซอร์และประสบการณ์ของแพทย์มีผลต่อการรักษา เลเซอร์รุ่นเก่า นอกจากจะรักษาฝ้าไม่ค่อยได้ผลแล้วยังมีอัตราการเกิดผลข้างเคียงสูงกว่า ควรเลือกเครื่องเลเซอร์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน USFDA เครื่องเลเซอร์ที่ไม่ผ่านการรับรองมาตรฐานมักได้ผลการรักษาต่ำแต่ผลข้างเคียงสูง การทำทรีตเมนต์หลังเลเซอร์มีความสำคัญในการส่งเสริมให้ผลการรักษาดีขึ้น โดยมักจะมีส่วนประกอบของสารต้านอนุมูลอิสระ(Antioxidant) และสารไวท์เทนนิ่ง(Whitening) การไม่ได้รับทรีตเมนต์หรือการเลือกทรีตเมนต์ที่ไม่เหมาะสม จะทำให้ประสิทธิภาพการรักษาลดลง การใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวทุกวันมีความจำเป็นสำหรับการรักษาฝ้า เนื่องจากเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงสาเหตุต่างๆได้ เราจึงควรใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวทุกวัน เช่น Whitening cream, Vitamin C Serum, Sunscreen

Scroll to Top
Secured By miniOrange