เลเซอร์ฝ้า

Uncategorized

Truth Behind Treatment-Resistant Melasma

โดน นพ.ปิยะวัฒน์ ภูมิสุวรรณ(Dr.Piyawat) , พญ.ทิวานันท์ พรพมวรานนท์(Dr.Tiwanun) เปิดเผยความลับของ “ฝ้าดื้อการรักษา” ทำไมรักษามาหลายปีแต่ยังไม่หาย? ผู้หญิงจำนวนมากเคยมีประสบการณ์แบบเดียวกัน ทาครีมรักษาฝ้า ทำเลเซอร์หลายครั้ง ฝ้าจางลงช่วงหนึ่ง…แล้วกลับมาใหม่อีก คำถามคือ ทำไมฝ้าถึงกลับมาได้เสมอ? ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา งานวิจัยทางผิวหนังได้ค้นพบว่า ฝ้าไม่ใช่แค่ปัญหาเม็ดสีบนผิวหน้าเท่านั้น แต่เป็น โรคของโครงสร้างผิวที่เสื่อมจากแสงแดด (photoaging skin disorder) ฝ้าไม่ได้อยู่แค่ “ชั้นหนังกำพร้า” ในอดีตแพทย์เชื่อว่า ฝ้าเกิดจาก                👉 melanocyte ผลิตเม็ดสีมากเกินไป จึงรักษาด้วย ยาทาฝ้า Whitening Laser แต่การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดพบว่า ในบริเวณที่เป็นฝ้า….มีการเปลี่ยนแปลงของผิวในชั้นหนังแท้ (dermis) โดยเฉพาะเซลล์ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า….เซลล์ผิวที่ “แก่ก่อนวัย” จุดเริ่มต้นของฝ้า งานวิจัยพบว่า….ผิวที่เป็นฝ้ามีเซลล์ที่เรียกว่า Senescent fibroblast หรือเ ซลล์ผิวที่แก่และเสื่อมสภาพ เซลล์กลุ่มนี้เกิดจาก แสงแดดทำลายผิวสะสม UV radiation อายุที่เพิ่มขึ้น มลภาวะ เมื่อเซลล์เหล่านี้แก่ตัว…มันจะปล่อยสารกระตุ้นหลายชนิด เช่น Melanogenic […]

Uncategorized

ผิวกระจ่างใสอย่างอ่อนโยนสำหรับผู้หญิงเอเซีย

บทความโดย นพ.ปิยะวัฒน์ ภูมิสุวรรณ ทางเลือกใหม่ในการรักษาฝ้าและเม็ดสีด้วย Q-Switched Nd:YAG Laser Toning** คุณรู้สึกไหมว่า “ฝ้า กระ หรือรอยดำ” บนแก้มเป็นปัญหาที่ไม่ว่าพยายามแค่ไหนก็ไม่จางลงสักที?หลายคนอาจเคยลองครีมทาฝ้า ผลิตภัณฑ์ไวท์เทนนิ่ง หรือการผลัดเซลล์ผิวแบบต่างๆ แต่ผลลัพธ์กลับไม่ยั่งยืน หรือบางครั้งยังทำให้ผิวไวต่อแดดกว่าเดิมด้วยซ้ำ งานวิจัยทางการแพทย์ที่ทำในหญิงญี่ปุ่นโดยเฉพาะ ชี้ให้เห็นว่า เลเซอร์ทุกชนิดไม่ได้ให้ผลลัพธ์เท่ากัน และมีวิธีที่ “อ่อนโยนกว่า แต่ได้ผลยาวนานกว่า” สำหรับผิวเอเชียอย่างแท้จริง บทความนี้จะอธิบายอย่างกระชับและเข้าใจง่าย ว่าเหตุใด Q-Switched Nd:YAG Laser Toning จึงเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในการรักษาฝ้า–เม็ดสีสำหรับผู้หญิงญี่ปุ่น การรักษาแบบอ่อนโยนคือคำตอบ: ทำไม Laser Toning จึงดีกว่าวิธีดั้งเดิม ในอดีต เลเซอร์ที่ใช้รักษาฝ้ามักเป็นแบบพลังงานสูง เช่น Ruby Laser ซึ่งสามารถทำลายเม็ดสีได้จริง แต่ปัญหาคือ… เลเซอร์รุนแรงเกินไป ทำลายทั้งเม็ดสี และเซลล์ผิวรอบข้าง ผิวเกิดการอักเสบ ฝ้ากลับมาเข้มขึ้นกว่าเดิม (“Rebound”) งานวิจัยของแพทย์ญี่ปุ่นเปรียบเทียบผลของ Ruby Laser กับ

Uncategorized

The Truth Revealed: Why Melasma Treatment Doesn’t Work for Everyone?

เปิดเผยความจริง: ทำไมการรักษาฝ้าถึงไม่ได้ผลสำหรับทุกคน? ฝ้าจางลงได้ แต่ยังไม่มีวิธีไหนที่การันตีว่าฝ้าจะหายไปทั้งหมด หลายคนพยายามรักษาฝ้าแต่กลับพบว่า ฝ้าจางลงช่วงหนึ่งแล้วกลับมาเข้มขึ้นอีก ไม่ว่าจะใช้ครีมราคาแพง เลเซอร์เทคโนโลยีสูง หรืออาหารเสริมก็ยังไม่สามารถกำจัดฝ้าให้หายไปได้อย่างถาวร ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาฝ้าที่สามารถรับประกันได้ว่าจะทำให้ฝ้าหายไปทั้งหมด แต่สามารถทำให้ฝ้าจางลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันไม่ให้กลับมาเข้มขึ้น หากดูแลผิวอย่างต่อเนื่องและเลือกวิธีที่เหมาะสม มาดูกันว่า ทำไมบางคนรักษาฝ้าได้ผลดี แต่บางคนไม่ได้ผล? และต้องทำอย่างไรให้ฝ้าจางลงและไม่กลับมาอีก? 1. ดูแลผิวอย่างต่อเนื่อง ป้องกันฝ้ากลับมา ฝ้าไม่สามารถหายขาดได้ในครั้งเดียว การดูแลผิวอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญที่สุด! ✔️ เลือกใช้ไวท์เทนนิ่งครีมที่มีส่วนผสมในการฟื้นฟูผิว ที่ช่วยให้เม็ดสีจางลงพร้อมกับเสริมความแข็งแรงของผิว✔️ ครีมกันแดดเป็นหัวใจสำคัญ เพราะรังสี UV เป็นตัวกระตุ้นให้ฝ้ากลับมาเข้มขึ้น✔️ เลือกผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ เพื่อความปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับคุณแม่ที่มีลูกเล็ก ครีมบางชนิดอาจมีสารเคมีตกค้างที่สามารถสัมผัสลูกได้ หากปล่อยปะละเลย ฝ้าจะกลับมาเข้มขึ้นเสมอ แม้จะรักษาจนจางแล้วก็ตาม 2. เลเซอร์ที่เหมาะสมและผ่านการรับรอง USFDA ช่วยให้ฝ้าจางลงเร็วขึ้น การใช้เลเซอร์เป็นวิธีที่ช่วยให้ฝ้าจางลงได้เร็วขึ้น แต่ไม่ใช่ทุกเครื่องเลเซอร์จะมีประสิทธิภาพในการรักษาฝ้า ควรเลือกเลเซอร์ที่มีเทคโนโลยีที่เหมาะสมและผ่านการรับรองจาก USFDA (องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา) เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ ✔️ เลเซอร์รุ่นใหม่ที่มี Toning Mode ไม่เพียงช่วยลดเม็ดสี แต่ยังช่วยกระตุ้นคอลลาเจน ทำให้ผิวเรียบเนียนและกระจ่างใส✔️ ลดรอยดำและช่วยให้สีผิวสม่ำเสมอ✔️ เครื่องที่ผ่านการรับรอง

Uncategorized

The Impact of PM2.5 on Skin Health and Pigmentation

งานวิจัยล่าสุดเน้นให้เห็นถึงผลกระทบที่เป็นอันตรายของฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ต่อผิวหนังของมนุษย์ PM2.5 ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของมลพิษทางอากาศ มีความเชื่อมโยงกับริ้วรอยแห่งวัย การเปลี่ยนแปลงของเม็ดสี และโรคผิวหนังที่เกิดจากการอักเสบ นักวิจัยได้ศึกษาบทบาทของ PM2.5 ในการเกิดภาวะผิวคล้ำผิดปกติและความเสียหายของผิวที่เกี่ยวข้องกับภาวะเครียดออกซิเดชัน PM2.5 กับภาวะผิวคล้ำผิดปกติ การศึกษาที่ใช้แบบจำลองผิวหนังมนุษย์แบบจำลองแสดงให้เห็นว่าการสัมผัส PM2.5 สามารถกระตุ้นการผลิตเมลานิน ส่งผลให้ผิวคล้ำขึ้น งานวิจัยพบว่า PM2.5 กระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสีทางอ้อมผ่านเส้นทางการส่งสัญญาณของเคราติโนไซต์ ทำให้เกิดการสังเคราะห์เมลานินเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ สารพิษเช่น เบนโซ[a]ไพรีน (BAP) ที่พบใน PM2.5 มีส่วนช่วยให้เกิดภาวะนี้โดยกระตุ้นความเครียดออกซิเดชันและกระบวนการอักเสบ กลไกของความเสียหายต่อผิวหนัง PM2.5 ก่อให้เกิดผลเสียต่อผิวหนังผ่านกลไกหลัก ได้แก่: ความเครียดออกซิเดชัน: กระตุ้นการสร้างอนุมูลอิสระ (ROS) ซึ่งนำไปสู่ความเสียหายของเซลล์และการอักเสบ การตอบสนองต่อการอักเสบ: กระตุ้นการปล่อยสารไซโตไคน์ที่ก่อให้เกิดการอักเสบ ทำให้อาการของโรคผิวหนังแย่ลง การกระตุ้นตัวรับอะริลไฮโดรคาร์บอน (AhR): PM2.5 มีสารโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) ที่สามารถจับกับ AhR ในเซลล์ผิวหนัง ส่งผลต่อการสร้างเมลานินและความแข็งแรงของเกราะป้องกันผิว ผลกระทบต่อสุขภาพและการป้องกัน การเข้าใจผลกระทบของ PM2.5 ต่อผิวหนังช่วยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการป้องกัน ได้แก่: การใช้สารต้านอนุมูลอิสระ: ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีวิตามิน

Uncategorized

Factor of Melasma Treatment Failure

日本 English (Scroll down) บทความโดย นพ.ปิยะวัฒน์ ภูมิสุวรรณ ปัจจัยที่ทำให้การรักษาฝ้าล้มเหลว ข้อควรรู้ในการดูรักษาฝ้า ฝ้าเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยภายนอก เช่น การถูกแสงแดด และ ปัจจัยจากภายใน เช่น ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง เนื่องจากการรักษาฝ้าไม่ได้หยุดสาเหตุทั้งหมดของการเกิดฝ้า ดังนั้นจึงยังมีฝ้าขึ้นใหม่ได้ในระหว่างหรือหลังจากการรักษา ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาฝ้าให้หายขาดได้ การรักษาฝ้าจำเป็นต้องมีการรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ฝ้าค่อยๆจางลง ไม่ใช่การรักษาครั้งเดียวแล้วหาย การตอบสนองต่อการรักษาของแต่ละคนจะมีความแตกต่างกัน ขึ้นกับปัจจัยต่างๆเช่น กิจกรรมที่ต้องถูกแดด คุณภาพผิว ฮอร์โมน ความปลอดภัยในการรักษาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด การเลือกวิธีการรักษาจึงควรเป็นวิธีที่ปลอดภัยต่อสุขถาพผิว และสุขภาพร่างกาย  ปัจจัยที่ทำให้การรักษาฝ้าล้มเหลว การเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม ปัจจุบันการรักษาด้วยเลเซอร์เป็นการรักษาหลัก ร่วมกับการทำทรีตเมนต์ ประสิทธิภาพของเครื่องเลเซอร์และประสบการณ์ของแพทย์มีผลต่อการรักษา เลเซอร์รุ่นเก่า นอกจากจะรักษาฝ้าไม่ค่อยได้ผลแล้วยังมีอัตราการเกิดผลข้างเคียงสูงกว่า ควรเลือกเครื่องเลเซอร์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน USFDA เครื่องเลเซอร์ที่ไม่ผ่านการรับรองมาตรฐานมักได้ผลการรักษาต่ำแต่ผลข้างเคียงสูง การทำทรีตเมนต์หลังเลเซอร์มีความสำคัญในการส่งเสริมให้ผลการรักษาดีขึ้น โดยมักจะมีส่วนประกอบของสารต้านอนุมูลอิสระ(Antioxidant) และสารไวท์เทนนิ่ง(Whitening) การไม่ได้รับทรีตเมนต์หรือการเลือกทรีตเมนต์ที่ไม่เหมาะสม จะทำให้ประสิทธิภาพการรักษาลดลง การใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวทุกวันมีความจำเป็นสำหรับการรักษาฝ้า เนื่องจากเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงสาเหตุต่างๆได้ เราจึงควรใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวทุกวัน เช่น Whitening cream, Vitamin C Serum, Sunscreen

ฝ้า
Uncategorized

Low Fluence Q-switched Nd:YAG laser for Melasma Treatment

บทความโดย นพ.ปิยะวัฒน์ ภูมิสุวรรณ พญ.สุพิชา คงทอง     English: Scroll down การใช้ เลเซอร์คิวสวิช (Q-switched Nd:YAG) ในการรักษาฝ้า ฝ้าเป็นปัญหาผิวหนังที่พบได้บ่อยชนิดหนึ่งบริเวณ ใบหน้า โดยเฉพาะโหนกแก้มทั้งสองข้าง เหนือริมฝีปาก หน้าผาก หรืออาจพบได้บริเวณตัวที่แขนทั้งสองข้าง   จากการศึกษาพบว่า ฝ้าส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต และความมั่นใจของผู้หญิงอย่างมีนัยสำคัญ หลายคนรู้สึกหงุดหงิดกับฝ้าบนใบหน้ามากกว่าการเกิดขึ้นบริเวณส่วนใดๆของร่างกาย   เลเซอร์คิวสวิช (Q-switched Nd:YAG) เป็นเครื่องที่ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้สำหรับการรักษาสีผิวผิดปกติต่างๆบนผิวหนังชั้นลึกและตื้น และมีการเผยแพร่ความรู้ใหม่ๆเกี่ยวกับ เลเซอร์ Q-switched Nd:YAG ดังนี้   เทคนิคการรักษาด้วยเลเซอร์คิวสวิช (Q-switched Nd:YAG) โหมดพลังงานต่ำที่มีในเครื่องรุ่นใหม่ๆ สามารถช่วยทำให้คุณภาพผิว และฝ้าดีขึ้นได้ เทคนิคการรักษาด้วยเลเซอร์คิวสวิช (Q-switched Nd:YAG) โหมดพลังงานต่ำ ใช้การยิงเพิ่มจำนวนครั้งที่เหมาะสม และปรับขนาดลำแสงเลซอร์ใหญ่ เป็นเทคนิคการรักษาที่เหมาะสมสำหรับฝ้า เทคนิคการรักษาด้วยเลเซอร์คิวสวิช (Q-switched Nd:YAG) สามารถรักษาฝ้าที่ดื้อต่อการรักษาอื่น ๆได้

Melasma treatment
Uncategorized

Melasma: What are the best treatments?

บทความโดย นพ.ปิยะวัฒน์ ภูมิสุวรรณ พญ.สุพิชา กงทอง 日本 English (Scroll down) ฝ้าคืออะไร ?        ฝ้าเกิดจากความผิดปกติในการสร้างและการกระจายของเม็ดสีใต้ผิวหนัง ทำให้เกิดปื้นสีน้ำตาล หรือเทา มักเกิดบริเวณหน้าผาก โหนกแก้ม จมูก หรือเหนือริมฝีปากบน และมักเกิดในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ถึงแม้การมีฝ้าจะไม่ได้ทำอันตรายกับร่างกาย แต่อาจทำให้รู้สึกไม่มั่นใจ กังวล และกระทบบุคลิกภาพและความงามได้ สาเหตุของฝ้าคืออะไร ?          ในปัจจุบันเรายังไม่พบสาเหตุที่ชัดเจนของการเกิดฝ้า แต่พบปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการเกิดฝ้า เช่น ปัจจัยทางพันธุ์กรรม และสิ่งแวดล้อม          การถูกรังสียูวีจากแดด การตั้งครรภ์ การทานยาคุม การทานยาปรับฮอร์โมน การทานหรือทายาที่ทำให้ผิวไวต่อแสงแดด ส่วนประกอบในเครื่องสำอางค์ และยาบางชนิด ก็สามารถก่อให้เกิดฝ้าได้เช่นกัน ฝ้าสามารถป้องกันได้หรือไม่ ? ฝ้าสามารถป้องกันได้ โดยการเลี่ยงแสงแดด การใช้ครีมกันแดดที่มีความสามารถในการกันแสงยูวีบี ยูวีเอ (High-SPF, PA+++) อย่างสม่ำเสมอ และการใช้ผลิตภัณฑ์กลุ่มยับยั้งการสร้างเม็ดสี ที่ ช่วยลดความเสี่ยงที่ฝ้าจะเข้มขึ้น และลดการกลับมาเป็นซ้ำหลังการรักษาอีกด้วย การรักษาฝ้าทำได้อย่างไรบ้าง

Scroll to Top
Secured By miniOrange